ปาเต็ก ฟิลิปป์ในยุคปัจุบัน: การขึ้นเป็นที่หนึ่งในอาณาจักรนักผลิตนาฬิกา | SENATUS

ASIA'S PREMIER LUXURY & LIFESTYLE MAGAZINE

SENATUS.NET

ปาเต็ก ฟิลิปป์ในยุคปัจุบัน: การขึ้นเป็นที่หนึ่งในอาณาจักรนักผลิตนาฬิกา

31 October 2017

Reading article in: English - Thai

By Christian Barker| Translated by Onnutcha Naknawaphan

ลอดเวลา85ปีที่ผ่านมา ครอบครัวสเติร์น (Stern) คือผู้อยู่หลังบังเหียนธุรกิจการผลิตนาฬิกาอันทรงคุณค่านี้

เหมือนกับสโลแกนที่กล่าวไว้ว่า "คุณไม่อาจครอบครอง ปาเต็ก ฟิลิปป์ ได้อย่างแท้จริง คุณเพียงแค่รักษามันไว้เพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไป." ("You never actually own a Patek Philippe. You merely look after it for the next generation,") บริษัทปาเต็ก ฟิลิปป์นั้นถูกสือทอดต่อมาจากพ่อสู่ลูก สี่ชั่วคนแล้วที่ครอบครัวสเติร์นได้เป็นผู้เฝ้าดูแลปาเต็ก ฟิลิปป์ และคอยนำแบรนด์นี้พ้นผ่านวิกฤตความยากลำบาก จนมาถึงจุดสูงสุดแห่งศาสตร์การประดิษฐ์เรือนบอกเวลา

ประธานเธียร์รี่ สเติร์น (Thierry Stern) และประธานกิตติมศักดิ์ ฟิลิปป์ สเติร์น บิดาของเขา พร้อมรูปถ่ายของผู้ก่อตั้งบริษัทปาเต็ก ฟิลิปป์

10 ก้าวสำคัญของครอบครัวสเติร์นที่พาปาเต็ก ฟิลิปป์มาถึงจุดสุดยอดแห่งวงการนาฬิกา

1. กอบกู้ปาเต็ก ฟิลิปป์&

บริษัทปาเต็ก ฟิลิปป์นั้นถูกก่อตั้งในปี 1839 แต่ตกอยู่ใต้ความควบคุณของครอบครับสเติร์นในปี 1932



ปาเต็ก ฟิลิปป์: ตำนานจุดเริ่มแห่งความสำเร็จที่ยังไม่ถูกเล่าขาน / อ่านเรื่องราว

เดิมที่แล้วบริษัทปาเต็ก ฟิลิปป์นั้นมีผลกำไรจำนวนมหาศาสจากช่วงยุคทองชุบ(Gilded Age) และยุคปลายทศวรรษที่ 20 (Roaring Twenties) แต่หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตกลงอย่างเฉียบพลันในปี 1929 และธุรกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Depression) ตัวบริษัทนั้นได้พบกับความเสียหายทางการเงินที่บริษัทแทบหยุดชะงัก

เรียกได้ว่าเป็นเรื่องโชคดีที่ในตอนนั้นสมาคมซึ่งถูกก่อตั้งและนำโดย ชาร์ลส์ อังรี (Charles Henri) และ ฌอง สเติร์น (Jean Stern)​ ได้ก้าวเข้ามาช่วยปาเต็ก ฟิลิปป์เอาไว้  ในตอนนั้นครอบครัวสเติร์นคือเจ้าของธุรกิจการพิมหน้าปักนาฬิกาดาวรุ่ง สเติร์น เฟรเรส (Stern Freres) และได้รับความเชื่อถือในฐานะผู้ให้หาวัสดุอุปกรณ์กับทางปาเต็ก ฟิลิปป์มาหลายชั่วคนแล้ว ซึ่งก้าวแรกที่พวกเขาทำหลังจากได้อำนาจการควบคุมบริษัทกลับมาคือแต่งตั้งฌอง ฟิชเตอร์ (Jean Pfister) เป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคคนใหม่

ฟิชเตอร์คือผู้ริเริ่มการทำให้ระบบการผลิตนั้นทันสมัยขึ้น พร้อมทั้งโยกย้ายการผลิตตัวเรือนนาฬิกาทั้งหมดมาผลิตภายในบริษัท นอกจากนี้ เขายังปรับปรับให้ดีไซน์ของนาฬิกาให้เรียบง่ายขึ้น ผลิตนาฬิกาที่ทำจากโลหะและวางขายในราคาที่จับต้องได้ แถมยังริเริ่มการทำโมเดลเฉพาะรุ่น ซึ่งคือRef. 96 ที่ได้กลายเป็นหนึ่งในรุ่นไอคอนของปาเต็ก ฟิลิปป์ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายของซีรี่ส์ Calatrava

ในขณะเดียวกันกับการผลิตดีไซน์เรียบหรูของ Calatrava ปาเต็ก ฟิลิปป์ได้เริ่มขบวนการการผลิตเรือนบอกเวลาที่มีกลไกฟังก์ชั่นความสลับซับซ้อนที่สุด และในช่วงต้น 1930s Graves Supercomplication นาฬิกาที่มีฟังก์ชั่นความสลับซับซ้อนเยอะที่สุดในโลกก็ถูกผลิตออกมา

2. ทำให้โลกตื่นตลึง

อังรี ฟีลิกซ์ สเติร์น บุตรชาของชาร์ลส์ อังรี ได้ก้าวเข้ามารับช่วงต่อในปี 1935 ด้วยวัย 24ปี ด้วยคุณสมบัติเหลือล้นในฐานะนักสกี นักแข่งม้า นักกีฬา นักแข่งเรืและนักเทนนิส บวกับรูปร่างหน้าต่อที่หล่อเหลา อังรีนั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนในฐานะ ambassador ของแบรนด์ เขาได้ใช้เวลาหลายปีอยู่ที่อเมริกาในการพัฒนาธุรกิจของปาเต็กอยู่ที่นั่น

มันเป็นเรื่องที่เข้าใจกันดีตั้งแต่ต้นอยู่แล้วกับการที่อเมริกาคือตลาดหลักของปาเต็ก ฟิลิปป์ และเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองจบลงและเศรฐกิจของอเมริกากลับมาเบ่งบานอีกครั้ง เกือบครั้งหนึ่งของเรือนนาฬิกายุค 40sและ 50s ของปาเต็กถูกขายให้กับชาวอเมริกัน

หลังจากความเหนื่อนยากมาสองชั่วคนของครอบครัวสเติร์น ในที่สุดบริษัทปาเต็ก ฟิลิปป์ก็สามารถกลับมายืนด้วยขาของตัวเองได้อีกครั้ง

3. แสวงหาความแม่นยำและความเหนือชั้น

ความต้องการของฟิชเตอร์ในการพัฒนานวัตกรรมต่างๆคือจุดเริ่มต้นของแผนกอิเล็กทรอนิกส์ของปาเต็ก ฟิลิปป์ในปี1948 ซึ่งได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตนาฬิกาควอตซ์ของปาเต็ก ฟิลิปป์ สร้างนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์เรือนแรกของโลก และยังเป็นคนสร้างเรือนจับเวลาที่มีความแม่นยำสูงให้กับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โรงงานอุสาหกรรม สนามบิน และทางรถไฟอีกด้วย ในปีต่อมาปาเต็ก ฟิลิปป์ได้ออกสิทธิบัตรให้กับ Gyromax adjustable mass balance wheel หรือวงล้อถ่วงสมดุลแบบสามารถปรับได้ ซึ่งได้ถูกวางขายในปี 1953 ปีเดียวกับการวางขายนาฬิกาออโตเมติกและนาฬิกากันน้ำเรือนแรกของปาเต็ก ฟิลิปป์

ถ้ามองเผินๆอาจคิดว่าผลงานที่งดงามและปราณีตนั้นทำให้ปาเต๊ะ ฟิลลิปส์โด่งดัง แต่การพัฒนาผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ต่างหากที่สร้างชื่อเสียงให้กับปาเต๊ะ ฟิลลิปส์ เมื่อปี 1939 ผู้ตัดสินชาวสวิสจากองค์กร Geneva ได้มอบรางวัลให้กับปาเต๊ะ ฟิลลิปส์ถึง 764 รางวัล 187 จาก 764 รางวัล เป็นรางวัลชนะเลิศ ซึ่งจำนวนที่ว่านั้นมากกว่าครึ่งของรางวัลทั้งหมดที่องค์กรเคยแจกเสียอีก

ระหว่างปี 1900-1950 ปาเต๊ะก็กวาดรางวัลอีกกว่า 1,728 รายการ แทบจะมากเท่ากับเอารางวัลของช่างทำนาฬิกาคนอื่นมารวมกันเสียอีก

4. ขับเคลือนไปพร้อมเวลา

ในปี 1959 15 ปีหลังจากการตายของบิดาของเขา และหนึ่งวันหลังจากการเกษียณของฌอง ฟิชเตอร์ อังรี สเติร์นได้ขึ้นมาครอบครองตำแหน่งประธานแห่งปาเต็ก ฟิลิปป์

ช่วงนั้นเป็นยุคสมัยที่รุ่งเรืองของเหล่านักธุรกิจรุ่นใหญ่ที่มาพร้อมไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตบนเครื่องบิน การนัดพบการประชุมในต่างประเทศและการเดินทางข้ามโลกนั้นเกิดขึ้นบ่อย ดังนั้นนาฬิกาที่สามารถบอกเวลาได้มากกว่า 2 ไทม์โซนจึงเป็นที่ต้องการอย่างมาก เป็นที่แน่นอนว่าปาเต๊กก็เป็นหนี่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด ด้วยกลไกในการสลับเปลี่ยน้วลาใหม่ได้ง่ายๆเพียงแค่กดปุ่มเท่านั้น

1960sคือยุคแห่งการปฏิวัติ ตัวปาเต็ก ฟิลิปป์สะท้อนแนวคิกในยุคนั้นผ่านทางการประวัติวงการนาฬิกาอีกครั้งด้วยการออกแบบนาฬิกาออโต้เมติกที่มีความบางเท่ากับนาฬิกาควอตซ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานนะ 1968's Golden Ellipse ในเวลาต่อมา

5. ต่อสู้กับอนาคต

หลังจากการเปิดตัวของนาฬิกาควอตซ์โดยชาวเอเชีย ความนิยมของนาฬิกาชนิดนี้ได้กลายเป็นวิกฤตควอตซ์(Quartz Crisis)ซึ่งส่งผลต่อตลาดนาฬิกาสวิชเป็นอย่างมาก ส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกของนาฬิกาสวิชลดลงจาก 43% ในปี 1977 เป็นน้อยกว่า15% ในปี 1983 แรงงานในการผลิตนาฬิกาสวิชลดลงครึ่งหนึ่ง และที่มากไปกว่านั้นคือจำนวนการผลิตนาฬิกาสวิชต่อปีที่ลดลงจาก 84.4 ล้านเรือนต่อปีใน 1974 เป็น 30.2 ล้านเรือนในปี1983

อย่างไรก็ตามวิกฤตแห่งวงการนาฬิกาครั้งนั้นไม่สามารถทำอะไรปาเต็ก ฟิลิปป์ได้ ถึงแม้จำนวนการผลิตหน้าจอLED และหน้าปัดดิจิตอลจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการของนาฬิกาสวิชในตลาดชั้นสูงนั้นไม่ได้ลดลงเลย โดยเฉพาะบริษัทที่มีคุณค่า4อย่างที่เรียกกันในวงการว่า '4P' ซึ่งมากจาก Perfection (ความสมบูรณ์แบบ), Preciousness (คุณค่า), Prestige(เกียรติศักดิ์) และ Pride(ความภาคภูมิ)

6. นาฬิกานอติลุส(Nautilus): แรงดึงดูดของลูกค้ากลุ่มใหม่

ในปี 1976 ลูกชายของฟิลิปส์ นามว่าเฮนรี่ สเติร์น ผู้ซึ่งเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของบริษัทเมื่อ 10 ปีก่อน ได้ร่วมมือกับนักออกแบบนาฬิกาชื่อดังระดับตำนานอย่างเจอร์รัลด์ เจนต้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ผู้ผลิตเรือนบอกเวลาที่ยึดมั่นใน ‘4P’ แห่งวงการนาฬิกาเหมือนกับปาเต็ก แต่มีดีไซน์ที่สปอร์ตและเป็นทางการน้อยกว่าปาเต็ก

ความงดงามของนอติลุสนั้นมีต้นแบบมาจากหน้าจกกลมระบายอากาศของเรือ นอติลุสเป็นนาฬิกาสปอร์ตแสนหรูหราและกันน้ำได้ ซึ่งเป็นที่มาของโฆษณาของปาเต๊กที่ว่า "work as well with a wet suit as with a dinner suit” หรือ “ดูดีกับทั้งชุดดำน้ำและชุดสำหรับดินเนอร์” หลังจากสินค้านี้ถูกปล่อยออกมาได้ไม่นาน ก็ถูกนำไปโฆษณาด้วย tag line ที่ว่า "เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ทำจากโลหะที่แพงมากที่สุดในโลก"

นอติลุสเป็นสิ่งที่พลิกกลยุทธิ์ของปาเต๊ก ฟิลลิปส์ จากนาฬิกาที่ดูเก่าแก่ หรูหรา และเป็นทางการ ซึ่งเป็นจุดเด่นของนาฬิกาแบรนด์นี้ ให้มีความคล่องตัว เหมาะกับคนที่รักการผจญภัย อย่างตัวสเติร์นเองทที่เคยเป็นแชมป์แข่งเรือใบมาก่อน

อังรี สเติร์น (ซ้าย) และ บุตรชายของเขา ฟิลิปป์สเติร์น (ขวา)

7. ครอบครัวสเติร์นและจุดยืนที่มั่นคง

หลังจากประสบความสำเร็จมาใหม่ๆจากการวางขายนาฬิการุ่นนอติลุส (Nautilus) ฟิลลิปป์ สเติร์น ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทในปี 1977 ตลอดช่วงปี80sในขณะที่หลายๆบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาถูกรวมเข้าด้วยกัน สเติร์นยังคงยึดมั่นในความเป็นอิสระของปาเต็ก ฟิลิปป์และยังคงพัฒนาและยขยายกิจการไปเรื่อยๆ

ไม่ว่าบริษัทจะก้าวหน้าไปขนาดไหน จุดโฟกัสของของปาเต็ก ฟิลิปป์ก็ยังคงเป็นการผลิตนาฬิกาที่เป็นที่สุดในความสวยงามและการทำงาน โดยที่ทางบริษัทก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไปในการพัฒนานาฬิกาแฮนด์เมดชั้นสูง ซึ่งเป็นดั่งหัวใจแห่งความสำเร็จของแบรนด์

8. ฟังก์ชั่นความซับซ้อน การเฉลิมฉลองและ 'คนรุ่นต่อไป'

ในปี1989 ฟิลลิปป์ สเติร์น เห็นถึงโอกาศในการเฉลิมฉลองวันครบรอบ 150ปี ของแบรนด์ด้วยการออกแบบนาฬิกาพิเศษหลายเรือน ซึ่งรับการยกย่องในเวลาต่อมา และที่ทำให้วงการนาฬิกาสั่นสะเทือนที่สุดคือ Calibre 89 ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ฟังก์ชั่นความซับซ้อนรวมทั้งสิ้น 33 ฟังก์ชั่น และถูกผลิตออกมาเพียงสี่เรือนบนโลกเท่านั้น

ในกลางยุค90s ปาเต็ก ฟิลิปป์แสดงถึงความทะเยอะทะยานของบริษัทไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ ด้วยการย้ายตัวบริษัทและสถานที่ผลิตเรือนนาฬิกาไปPlan-les-Ouates ซึ่งพื้นที่ของพวกมีความกว้างมากกว่า 270,000 ตารางฟุต

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่ริบบิ้นได้ถูกตัดหน้าสถานที่แห่งนี้ แบรนด์ปาเต็ก ฟิลิปป์ได้เริ่มแคมเปญโฆษณา ‘Next Generation’ ที่โดงดัง ซึ่งได้กลายมาเป็นอีหนึ่งจุดเด่นสำคัญของทางแบรนด์

9. ระลึกถึงความหลังในขณะที่ก้าวไปข้างหน้าสู่ทศวรรษที่21

สอดคล้องกับแคมเปญใหม่ของแบรนด์ การส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นได้เกิดขึ้นอีกครั้งในบริษัทปาเต็ก ฟิลิปป์ อังรี สเติร์นได้ส่งต่อตำแหน่งผู้นำของบริษัทให้กับฟิลิปป์ลูกชายของเขาในปี 1993 และหนึ่งปีต่อมาใน1994 ลูกชายของฟิลิปป์ ก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ซึ่งเขาเป็นสเติร์นรุ่นที่สี่แล้วที่เข้ามามีบทบาทในแบรนด์นี้

ในเวลาต่อมา ปาเต็ก ฟิลิปป์ต้อนรับสหัสวรรษใหม่ด้วยการออกแบบนาฬิกาพก Star Calibre 2000 ที่ล้ำหน้าด้วยมากกว่า 21 ฟังก์ชั่นความซับซ้อน

เมื่อมองกลับไปในช่วงปี 2001 ฟิลิปป์ สเติร์น เปิดพิพิธภัณฑ์ ปาเต็ก ฟิลิปป์ ในเมืองเจนีวา ประเทศสวิทเซอร์แลนด์ เพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงชุดสะสมเครื่องบอกเวลาจำนวน 10,000 ที่เขาได้สะสมมาในช่วงเวลาตลอด 40 ปีของทำงานและความสนใจในศาสตร์แห่งเวลาของเขา

10. สร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการนาฬิกา

ในปี 2009 เธียรรี่ สเติร์นได้รับไม้ต่อในฐานะประธานแห่งปาเต็ก ฟิลิปป์ต่อจากพ่อของเขา

และในปีนั้นเอง สเติร์นได้สร้างมาตรฐานปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe Seal) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นมาตราฐานการรองรับคุณภาพนาฬิกาที่เข้มงวดที่สุดในวงการการปรดิษฐ์เรือนบอกเวลา มันบอกถึงความไร้ที่ติในการสร้าง อะไหล่และเครื่องมือที่มีคุณภาพ การบอกเวลาที่มีความแม่นยำสูง และการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

บทสรุปแห่งตำนาน

บริษัทิฉลองวันครบรอบ 175 ปี ในปี 2014 โดยใช้โอกาสนี้ในการปล่อยนาฬิกาหายากหลายเรือน รวมถึง Grandmaster Chime ที่ว่ากันว่าเป็นนาฬิกาข้อมือที่มีกลไลที่ซับซ้อนที่สุดที่เคยถูกสร้างมา และเป็น pièce de résistance หรือผลงานชิ้นโบว์แดงแห่งวงการนาฬิกา

เป็นบรรทัดฐานและความโดดเด่นของศาสตร์แห่งนาฬิกา: นี่คือแนวทางของปาเต็กฟิลิปป์ ทางบริษัทได้ผลิตนาฬิกามากกว่า 1,000,000 เรือนตลอดการตั้งอยู่ของแบรนด์ และนอกจากนี้บริษัทยังถือสิทธิบัตรการประดิษฐ์นาฬิกามากกว่า 100 สิทธิบัตร ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาเป็นบริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในวงการนาฬิกา

ต้วบริษัทปาเต็ก ฟิลิปป์ที่ถือเป็นทรัพย์สินของตระกูลสเติร์น ทางถูกคาดคะเนโดย Bloomberg ว่ามีมูลค่ากว่า 4พันล้านเหรียญ

แทนที่จะไปหาทางเพิ่มยอดการผลิต ครอบครัวสเติร์นอุทิศต้นให้กับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ขายความหายาก ที่เปี่ยมล้นด้วยความงดงามและคลาสสิก ซึ่งจ่ายผลตอบแทนอย่างงามให้กับครอบครัวนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าครอบครัวสเติร์นคงจะสามารถดูแล ปาเต๊ก ฟิลิปป์ ให้อยู่ในจุดสูงสุดแห่งวงการนาฬิกาต่อไปได้อีกหลายรุ่นเลยทีเดียว


ข้อมูลในบทความนี้ถูกนำมาจาก 'Patek Philippe: The Authorized Biography' by Nicholas Foulkes.

Watches & Jewelry

Patek Philippe to Hold 5th and Largest-Ever "The Art of Watches" Grand Exhibition in Singapore, First Time in Asia

Watches & Jewelry

Patek Philippe Opens Largest Boutique in Thailand at ICONSIAM

All Rights Reserved. SENATUS © 2019
 

SENATUS is a registered trademark of SENATUS PTE LTD. The material on this site may not be reproduced, distributed, transmitted, cached or used otherwise, except as expressly permitted in writing by SENATUS.